ormkwansanasen
Priew 
January 2003
เลียบเคียง
page 118-119
 
  back to press
 

ดอกไม้ คือ ชีวิต

อ้อมขวัญ สาณะเสน

สัมผัส ดอกไม้ ในความแตกต่าง

 

เธอเป็นหนึ่งในทายาทจิตรกรชื่อดัง อาจารย์อวบ สาณะเสน ซึ่งเฝ้าซึมซับความงดงามของธรรมชาติ และงานศิลปะมาตั้งแต่วัยเยาว์ เมื่อต้องก้าวเข้าสู่ เส้นทางของคนรักดอกไม้ ที่ต้องใช้ธรรมชาติและศิลปะมาเป็นส่วนประกอบหลัก จนกลายเป็นความรักและผูกพัน ทุกวันนี้เธอจึงเปรียบ ดอกไม้ให้เป็นเฉกเช่นชีวิต

 ตอนไปเรียน fine art ที่ประเทศอังกฤษ อ้อมได้ทำงานในร้านดอกไม้นานถึง 5 ปีก่อนกลับมาเมืองไทย แต่พอมาถึงเมืองไทยกลับไม่อยากเปิดร้านของตัวเอง เพราะอ้อมไม่รู้ว่า คนไทยมีความต้องการเรื่องดอกไม้มากน้อยเพียงไร เลยรับจัดดอกไม้เป็นงานอิสระที่สามารถเลือกงานได้ เลือกลูกค้าได้ ซึ่งงานจัดดอกไม้ของอ้อมจะมีทั้งแนวคอมเมอร์เชียลและงานอาร์ต ที่เหมือนกับเราได้ไปจัดวางงานศิลปะในสถานที่นั้นๆ

....ความรู้สึกที่อ้อมมีให้กับดอกไม้ คือ ความมีชีวิตชีวา ชื่นใจเมื่อได้อยู่ใกล้ หรือกับการใช้ชีวิต ดอกไม้ก็เข้ามีส่วนในชีวิตอ้อมค่อนข้างมากเพราะ ดอกไม้ คือ งาน ที่อ้อมต้องอยู่กับเขาเสมอๆ ดอกไม้จึงเหมือนกับความผูกพันหรือถ้าจะให้เปรียบว่า ดอกไม้ คือชีวิต ก็คงคล้ายๆอย่างนั้น

....มีบางคนพูดว่า เวลาจัดดอกไม้ก็เหมือน กับเราจัดความตั้งใจอย่างหนึ่งลงไป ไม่ได้สักแต่ว่าจัดๆ ไป เมื่อทำแล้วเรามีความสุขผลงานที่ทำจึงจะออกมาดี เพราะเราต้องคิดเอง ทำเอง แต่อ้อมไม่ได้คิดว่าจะต้องไปแข่งขันกับใคร เพราะแต่ละคนจะมีสไตล์ของตัวเอง อ้อมเองก็มีสไตล์ของตัวเองเหมือนกัน

  อย่างแนวที่อ้อมถนัดคือ ใช้ดอกกุหลาบเป็นหลัก เพราะกุหลาบสามารถจัดได้ทั้งรูปแบบสมัยใหม่และตามความนิยม จึงอยากให้ลูกค้าเข้าใจสไตล์ของอ้อมด้วยและเขาจะทราบว่า...ทำไมบางสไตล์เราจึงไม่ทำ

...เวลาที่อ้อมจัดดอกไม้ อ้อมจะดูสถานที่ดูความเป็นไปได้ก่อน แล้วจึงตามด้วยความสวยงาม ซึ่งต้องใช้จินตนาการที่จะอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง เพราะอ้อมคิดว่างานจัดดอกไม้ที่ดีต้องอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง ประหยัด น่าชื่นชม มากกว่าทำไป ตามความพอใจเพียงอย่างเดียว"

 หากเปรียบตัวเองเป็น...ดอกไม้

ถ้าเป็นดอกไม้ที่มีความหมายกับอ้อมนั้นจะมีหลายดอก แต่ที่ชอบที่สุดคงเป็น...ดอกกุหลาบ ที่ไม่ใช่อ้อมแค่อ้อมเท่านั้นที่ชอบ คุณพ่อคุณแม่ก็ชอบ คงเพราะกุหลาบเป็นดอกไม้ที่ดูแล้วคลาสสิก

Photo: กิตติชัย เกษมศานติ์                

   Story: อิ่มเอิบ

© Ormkwan Sanasen 2008